สวัสดีค่ะ 

กลับมาเล่าต่อถึงทริปพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในไต้หวันและเขต Western Pacific กันต่อ #Yushan #Jade Mountain #3,952 เมตรจากระดับน้พทะเล

ใครที่ยังไม่ได้อ่านตอนก่อน อย่าพลาดน้าาา -- แวะไปดูกันได้ที่นี่จ้า [ตอน 1] [ตอน 2]

หลังจากที่ เดิน + ปีน + ตะเกียกตะกาย ขึ้นเขามา 6 ชั่วโมง (14, 000+ ก้าว) ในที่สุดทีมของเราก็มาถึงที่พักก่อนพระอาทิตย์ตกดินจนได้

ที่พักของวัน Paiyun Lodge

การเข้าพักที่นี่อย่าได้คิดว่าเป็นการอยู่โรงแรมหรือบ้านพัก คิดซะว่าเป็นการอยู่แคมป์จะดีกว่า ที่นี่ทุกอย่างมีจำกัด ทั้งน้ำทั้งไฟทั้งแก๊ซหุงต้ม อย่างที่เล่าเอาไว้เมื่อคราวที่แล้ว ทุกอย่างที่นักปีนเขากินและใช้ ล้วนแต่ได้รับการ "แบก" ขึ้นเขามาจากกำลังคนล้วนๆ ดังนั้นไม่ว่าจะทำอะไร ต้องนึกเอาไว้เสมอว่าอย่าขาดอย่าเกิน กินก็ตักให้พอดีกับที่จะทาน จะได้พอสำหรับคนอื่นและไม่เหลือเป็นเศษขยะ

กฏกติกาที่ต้องปฏิบัติ -- ให้จำง่ายๆก็คือ "เอาอะไรขึ้นมา (บนเขา) เอากลับลงไปให้หมด เหลือไว้แต่รอยเท้าเท่านั้น"  

 

 ป้ายเตือนเรื่องความปลอดภัย #ทำได้น่ารัก เห็นภาพมากๆ 55

 

 รองเท้าจอดเอาไว้ด้านนอกก่อนเข้าที่พัก ใส่รองเท้าแตะเดินด้านใน จะได้ไม่ต้องทำความสะอาดกันมาก

 

 ถ้าอุปกรณ์ใครเปียกมา ต้องเอามาแขวนมาตากตรงนี้เท้านั้น

#บนเขาฝนตกบ่อยมาก เสื้อที่ใส่ขึ้นเขาต้องมีแบบกันฝนกันลมได้

 

 หลังจากจัดการเก็บสำภาระเสร็จก็ได้เวลาทานข้าว -- ทานพร้อมๆกันตอน 6 โมงเย็น

 

 เมนูวันนี้ข้าวแกงกะหรี่ ดูหน้าตาเยินๆแต่อร่อยมาาาาก

#ทานไม่อิ่มเติมได้ตลอด ขอย่างเดียวอย่ากินเหลือ

ระหว่างทานข้าวมีหลายๆคนที่อาการไม่ค่อยสู้จะดี ผู้ชายแมนๆ ดูอึดๆ อาเจียนกันเป็นแถว -- สาเหตุเป็นเพราะไม่ชินกับสภาวะความกดอาการ + ความที่เหนื่อยล้ามาตลอดทั้งวัน อากาศตอนนั้นก็เริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ ขนาดจขบ.ใส่เสื้อหลายชั้น + แจ็คเก็ตหนาอีกหนึ่งตัวยังรู้สึกได้ถึงความเย็นที่แทรกมาให้สะดุ้งผิว ด้านนอกตอนค่ำ อุณหภูมิลดลงไปจนเหลือแค่ไม่กี่องศาแล้ว ขนาดทานข้าวยังใส่ถุงมือทาน ซุปที่ตักมาร้อนๆ ควันฉุยๆ เอามาตั้งไม่กี่นาทีกลายเป็นซุปเย็นชืดซะแล้ว #แต่ไม่มีใครปริปากบ่นนะ ได้แต่มองหน้ากันไปมา #หรือหมดแรงบ่นก็ไม่รู้

หลังทานข้าวเสร็จ ช่วงก่อนทุ่มทีการอธิบายถึงเส้นทางที่จะต้องขึ้นยอด Summit วันรุ่งขึ้น

หลายๆคนมาฟังไม่ไหว เพราะสภาพร่างกายที่อิดโรยเต็มที

จขบ.เองก็รู้สึกเพลียอย่างบอกไม่ถูก หนาวจนถึงกระดูกทั้งๆที่ใส่เสื้อใส่หมวกเต็มที่ มีโปรเคยพูดให้ฟังว่าอากาศบนที่สูงแบบนี้การหายใจเอาออกซิเจนไม่เหมือนด้านล่าง หายใจเข้าไปเท่าไรร่างกายได้รับออกซิเจนแค่ 70% เท่านั้น #ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมปวดหัว วิธีที่ดีที่สุดคือหายใจเข้าให้ลึก ทำอะไรอย่างเร่ง ค่อยๆเป็นค่อยๆไป -- หายใจให้เหมือนเวลานั่งสมาธิหรือทำโยคะ #หายใจเข้าลึกๆ กลั้นไว้นิดนึงแล้ว หายใจออกยาวๆ

หลังฟังบรรยายเสร็จก็ถึงเวลาเข้านอน เขาปิดไฟตอน 1 ทุ่มตรง -- เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นตอนตี 2 ครึ่งเพื่อออกเดินทางตอนตี 3 ครึ่ง หน้าหนาวพระอาทิตย์ขึ้นช้า ถ้าหน้าร้อนต้องออกเดินทางตอนตี 2 ครึ่ง เรื่องอาบน้ำ-ล้างหน้าไม่ต้องพูดถึง ไม่มีโอกาส ได้ใช้บริการห้องน้ำ (ที่มีอยู่แค่ 4 ห้อง) ก็โชคดีแล้ว #ซักแห้งอย่างเดียว อึ๋ยยยย 

สภาพที่นอนไม่มีอะไรมาก เป็นห้องนอนรวมกันเตียงบนล่าง พื้นที่กว้างแค่ 1 ถุงนอน -- แม้แต่ตอนนอนก็ต้องใส่เครื่องกันหนาวกันเต็มยศ ไม่เว้นแม้แต่หมวก ไม่มีใครได้หลับเต็มตา นอนพลิกไปพลิกมาตลอดคืน  สำหรับจขบ.แล้วคืนนั้นเป็นคืนที่นอนได้ลำบากที่สุดแล้ว ยังไม่ทันตี 2 ทุกคนก็ตื่น ไม่มีใครหลับได้เต็มตาสักคนยกเว้นคนที่ทานยากันไปตอนหัวค่ำ ผู้รู้บอกว่าอาการนี้เป็นเรื่องปกติของคนที่ไม่ชินกับความสูงแบบนี้ ร่างกายยังปรับไม่ได้

 ทานข้าวเช้ากันตอนตี 2 ครึ่ง -- ชะโงกหน้าออกไปด้านนอก อ้าว! ฝนกำลังตกนี่นา  

ถึงคราวที่ต้องตัดสินใจ ว่าจะไปต่อหรือเลิกกลางทางอยู่ที่บ้านพัก จขบ.แอบรู้สึกท้อ ไหนจะมึนกับการนอนแบบครึ่งหลับครึ่งตื่น ไหนจะร่างกายที่ปวดเมื่อยไปทุกอณู แถมเดินตากฝนในสภาพอากาศแบบนี้ ไม่ต้องจินตนาการต่อเลยว่ามันจะหนาวแค่ไหน แอบโมโหตัวเองที่เลือกเดินทางมาปีนเขาในฤดูหนาวเช้นนี้ หลายๆคนถอดใจขอรออยู่ที่บ้านพัก

แต่สุดท้ายแล้วจขบ.ก็ตัดสินใจสู้ค่ะ! ไหนๆก็มาถึงขนาดนี้แล้วไม่ลองก็ไม่รู้.. ครั้งหนึ่งในชีวิต #Whatever doesn't kill me will make me stronger :P ว่าแล้วเราก็ออกเดินทางกันตอนตี 3 กว่าๆ

 ไม่มีแสงใดๆนอกจากไฟฉายที่อยู่บนหัว สิ่งที่เห็นคือบริเวณ 2 ฟุตด้านหน้า

#ตอนนั้นแทบไม่ได้ถ่ายรูปแล้ว เพราะทางลื่นและชันมาก ต้องโฟกัสกับการเดินอย่างเดียว

หลังจากเดินกันมาได้เกือบชั่วโมง จากฝนที่ตกก็เปลี่ยนเป็นละอองหิมะ .. ถึงแม้จะหนาวสุดๆแต่ทุกคนก็ตื่นเต้นกับปรากฏการณ์ที่เห็นอยู่ตรงหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่จขบ.ได้เห็นหิมะในไต้หวันเลยนะ!

เดินต่อมาได้อีกประมาณ 1 ชั่วโมง จากหิมะปลอยๆกำลังสวยก็เริ่มเปลี่ยนเป็นพายุหิมะ ลมแรงขึ้นเรื่อยๆจนต้องเบือนหน้าหนี หิมะที่ปลิวว่อนมากระทบผิวหน้าทำเอาแสบผิว หลายๆทีมที่เดินทางไปก่อนล่วงหน้าตัดสินใจหันหลังกลับ

ทีมของเราปรึกษากันสักพัก แล้วตัดสินใจไปต่อ -- แต่ก่อนจะเดินกันต่อไป ต้องปรับอุปกรณ์กันเล็กน้อย จากรองเท้าปีนเขาธรรมดาๆ ตอนนี้เอาไม่อยู่แล้ว เพราะทางลื่นขึ้นมากจากหิมะและน้ำแข็งที่เคลือบอยู่บนพื้นผิว  ทางก็ไม่ได้เรียบเหมือนตอนต้น ตอนนี้เป็นชั้นหินชันที่ต้องทั้งเกาะ ทั้งโหน ทั้งปีนกันขึ้นไป

 หลบมุมหาที่ใส่ Snow Spikes -- อุปกรณ์เสริมที่รองเท้า ช่วยเรื่องการยึดเกาะ

 

หน้าตา Snow Spikes -- เป็นหมุดแหลมๆ มีตัวยึดกับรองเท้า #Cr ภาพ: Google

 

การใส่ Snow Spikes ท่ามกลางพายุหิมะเป็นไปอย่างทุลักทุเล ต้องถอดถุงมือออกเพราะจะได้ดึงสายรัดได้ถนัด พอถอดถุงมือออกก็หนาวจนมือแข็ง ขยับลำบากมากๆ

กลุ่มของเราปีนต่อจนถึงที่ประมาณ 3,600 เมตร -- จากนั้นหัวหน้าทีมตัดสินใจที่จะไม่ไปต่อ เพราะสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ จขบ.แอบนึกเสียดายนิดๆที่อดไปถึงยอดเขา ทั้งๆที่เหลืออีกไม่เท่าไร แต่เมื่อคิดถึงสภาพอากาศที่ไม่มีวี่แววจะลดความรุนแรงลงกับเรื่องความปลอดภัยแล้วก็เข้าใจ -- ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความปลอดภัยของทุกคนในทีม อีกอย่างเรารู้ว่าเราได้พยายามเต็มที่ เต็มความสามารถแล้ว เรื่องบางเรื่อง บางครั้งยังไม่ถึงตาของเรา เราควรจะภูมิใจกับเส้นทางที่เราได้พยายามมาตลอด 3,600 เมตรนี้ต่างหาก

#กลับลงมาถึงที่พักถึงได้รู้ว่าวันนั้นทีมของเราเป็นทีม Beginner ทีมเดียวที่ขึ้นถึงยอดขนาดนั้น วันนั้นมีแค่ทีมนักปีนเขาระดับโปรจากประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นที่ขึ้นถึงยอดสูงสุด  #ภูมิใจ ^^

 ขากลับลงมาหิมะก็ยังตกอยู่เรื่อยๆ แต่ลมไม่แรงเท่าด้านบนแล้ว

 

 เหนื่อยและตื่นเต้นสุดๆแต่ก็ยังยิ้มได้  #รุ่งสางพอดี #6 โมงเช้า

 

ลงมาจนถึงเกือบที่พัก -- ต้นไม้ริมทางมีร่องรอยหิมะเหลืออยู่

 

 ดูมีสเน่ห์ไปอีกแบบ

 

 ขากลับลงจากเขาฝนก็ยังเทอยู่ ออกเดินทางทั้งเปียกๆนี่แหล่ะ

 

 วิวข้างทางช่างต่างกับเมื่อวานเหลือเกิน

 

 บางจุด พื้นมีน้ำแข็งเคลือบอยู่ ทำให้ลื่นเข้าไปอีก -- เดินจิกขากันน่าดู

 

 ตกลงไปล่ะดูไม่จืดแน่ =_=

 

 5 ชั่วโมงแบบ Non-Stop กับอีกเกือบ 20,000 ก้าวที่เดินลง -- รางวัลที่รออยู่คือมาม่าร้อนๆ 555

 

 ถึงไทเปตอนค่ำ.. ก่อนกลับบ้านแวะ Ximending ทานก๋วยเตี๋ยวเจ้าโปรด

ทริปนี้ถือว่าโหดสุดตั้งแต่เดินทางมา  #เกือบเอาตัวไม่รอดหลายๆครั้ง แต่ก็ถือว่าเป็นทริปที่ดีที่สุดอีกทริป -- ได้เรียนรู้ว่าตัวเองทำอะไรได้มากกว่าที่คิดไว้ ได้รู้ว่าถ้าตั้งใจ พยายามและฝึกฝนแล้ว เราก็จะสามารถไปสู่จุดหมายที่ตั้งเป้าเอาไว้ได้ ที่สำคัญได้ระลึกถึงความโชคดีในชีวิตที่มีกัลยาณมิตรและคู่ชีวิตที่ดี คอยให้กำลังใจ คอยช่วยเหลือประคองกันไปในเวลาที่ท้อ

ทริปนี้หลายๆครั้งที่อยากจะหันหลังกลับ ล้มเลิกซะกลางทาง แต่เมื่อนึกถึงคำพูดให้กำลังใจจากคนเหล่านั้นแล้ว ทำให้จขบ.มีแรงที่จะก้าวต่อ .. ขนาดคนอื่นยังเชื่อมั่นในตัวเรา แล้วเรามีเหตุผลอะไรที่จะไม่เชื่อในศักยภาพของตัวเอง  ขอให้ทุกๆคนมีกำลังใจ ไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจกันไว้นะคะ

เชื่อเถอะค่ะ -- ว่าเราทุกคนทำได้! #Impossible is Nothing

 เจอกันใหม่เอนทรี่หน้าค่ะ

Comment

Comment:

Tweet

@spiritual เหมือนกันค่ะ.. พยายามอยู่นานพอควรกว่าจะอัพได้ sad smile  จะพยายามมาอัพเรื่อยๆ ขอบคุณที่แวะมาทักทายกันค่ะ  big smile

#5 By lizardgirl on 2014-01-13 00:02

Hot!  ไม่ได้เข้า exteen นานแล้วครับ เพราะหลังๆแทบไม่เห็นมีใครอัพ เข้าใจว่าเป็นปัญหาเทคนิค วันนี้เข้ามาก็ดีใจที่มีบทความน่าสนใจอันนี้ให้อ่าน confused smile

#4 By Tar on 2014-01-08 14:11

โอว ประมาณนี้ไม่ไหวจริงๆ ค่ะ
แอ้เป็นพวกสังขารไม่ให้แต่ใจห้าว
แต่ถ้าระดับนี้ สังขารน่าจะไปก่อน ฮ่าๆๆ sad smile

#3 By แอ้ on 2013-12-14 06:57

@littlest-aa  เหมือนกันเลยคุณแอ้.. โอเข้าexteenไม่ได้เป็นเดือนเลย เศร้ามาก   นี่ยังดีเข้าได้บ้างแล้ว แต่ยังไม่สม่ำเสมอ 
ทริปนี้โหดมากค่ะ.. นึกว่าจะเอาตัวไม่รอดแล้ว แต่ก็ประทับใจมากเหมือนกัน มีโอกาสมาเที่ยวนะคะ.. คุณแอ้น่าจะชอบที่นี่ ลุยๆดี big smile

#2 By lizardgirl on 2013-12-12 15:01

มันสุดยอดมากๆๆๆ ค่ะ Hot! Hot!
โอย ใจสู้จริงๆๆๆๆ
  
<div>ปล. แอ้ไม่ได้เข้า Exteen เลยตั้งแต่เขาประกาศเปลี่ยนทีมงาน
พอดียุ่งๆ ด้วยล่ะค่ะ คิดถึงการเขียนบล็อกจัง </div>

#1 By แอ้ on 2013-12-12 14:43